วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลืองเสื้อแดงเป็นการอ้างสิทธิในรัฐธรรมนูญ

ในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ และการที่จะจำกัดเสรีภาพดังกล่าว โดยหลัก จะกระทำมิได้ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี รัฐอาจออกกฎหมายมาจำกัดเสรีภาพดังกล่าวได้ หากเข้าองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ทำโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
คำว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย หมายถึง กฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น กล่าวคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด
2.เฉพาะการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
โดยทั่วไป สิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญแยกพิจารณาได้ 2 กรณี คือ
1.สิทธิเสรีภาพทีได้รับความคุ้มครองโดยเด็ดขาด เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา(มาตรา37)
ซึ่งเสรีภาพดังกล่าวไม่สามารถออกกฎหมายมาจำกัดได้
2.สิทธิเสรีภาพทีได้รับอนุญาตให้จำกัดได้ เช่น เสรีภาพในการชุมนุม แต่การจำกัดนั้นต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ กล่าวคือ เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือใน ระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
3. เท่าที่จำเป็น กล่าวคือ เป็นหลักความได้สัดส่วนหรือหลักพอสมควรแก่เหตุ ซึ่งหลักการดังกล่าว แยกพิจารณาได้ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
3.1 หลักความเหมาะสม กล่าวคือ มาตรการที่รัฐนำมาใช้ ต้องเป็นมาตรการที่ทำให้รัฐบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้
3.2 หลักความจำเป็น กล่าวคือ ในบรรดามาตรการหลายๆมาตรการที่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ รัฐต้องเอามาตรการที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนน้อยที่สุด
3.3. หลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ กล่าวคือ มาตรการที่รัฐนำมาใช้ หากประโยชน์สาธารณะที่รัฐได้มา ไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ของเอกชนที่เสียไป รัฐต้องไม่นำมาตรการเช่นว่านั้นมาใช้
4. กระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพไม่ได้
ประเด็นในที่นี้ ที่ต้องพิจารณา คือ ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ
มาตรา 5 ห้ามมิให้ดำเนินการชุมนุมในที่สาธารณะ ที่มีลักษณะเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ได้แก่ มีการใช้ช่องทางการเดินรถหรือพื้นผิวการจราจร มีการตั้งเวทีปราศรัยในลักษณะกีดขวางการจราจรหรือทางสัญจรของประชาชน มีการใช้เครื่องขยายเสียง เครื่องฉายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือเครื่องมือใดๆ เพื่อถ่ายทอดการชุมนุม มีการใช้ยานพาหนะ มีการเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม
มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ผู้ใดฝ่าฝืนจัดให้มีการชุมนุมในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ แม้การชุมนุมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในความเห็นของผู้เขียนเองแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่กระทบต่อสาระสำคัญของเสรีภาพในการชุมนุม เพราะ เป็นกฎหมายที่ออกไปกระทบต่อแก่นหรือหัวใจของสิทธิชุมนุมโดยแท้ ทั้งนี้ เพราะกฎหมายที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ได้ จะต้องเป็นการกระทบเพียงแค่เนื้อของสิทธิ กล่าวคือ วิธีการในการใช้สิทธิ เงื่อนไขการใช้สิทธิ รายละเอียดในการใช้สิทธิเท่านั้น ไม่สามารถออกกฎหมายมากระทบถึงแก่นหรือหัวใจของสิทธิได้แต่ประการใด
5. ต้องมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป กล่าวคือ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องไม่ตรากฎหมายไปจำกัดสิทธิบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
6. ต้องระบุ บทบัญญัติที่ให้อำนาจดำเนินการด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผล 2 ประการ คือ
- เป็นการเตือนฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทบทวนถึงผลดีผลเสียให้รอบคอบเสียก่อนที่จะตรากฎหมาย
- ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า กฎหมายที่ออกมาจำกัดสิทธิของตนนั้น อาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญมาตราใด
สำหรับเสรีภาพในการชุมนุม จะต่างจากเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย ในการประกอบกิจการ ซึ่งเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล เราสามารถใช้เสรีภาพนั้นได้ด้วยตนเอง แต่เสรีภาพในการชุมนุมเราต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น (อย่างน้อยตั้งแต่3 คนขึ้นไป) เสรีภาพในการชุมนุมมี 2 ลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. การรวมตัวแบบถาวรเช่น สมาคม หุ้นส่วนบริษัท สหภาพแรงงาน พรรคการเมือง
2. การรวมตัวแบบเฉพาะกิจ หากอยู่กับที่เรียกว่าชุมนุม หากเคลื่อนไหวเรียกว่า เดินขบวน
หากเคลื่อนไหวที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในทางการเมือง เรียกว่า แห่
ประเด็นคือ เสรีภาพในการชุมนุมนั้น สำหรับกรณีของการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นั้น ผู้เขียนเห็นว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น จะมาอ้างมาตรา 63 ไม่ได้เลย เพราะเสรีภาพในการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมายต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่
1. การชุมนุมต้องมีวัตถุประสงค์ โดยนัยยะกลับกัน คือ ถ้าวัตถุประสงค์หมดไปแล้ว การชุมนุมต้องสลาย สำหรับการชุมนุมนั้นมี 2 แบบ คือ
1. ชุมนุมสาธารณะ คือใครจะเข้าร่วมก็ได้ ไม่ต้องขออนุญาต ใครๆก็เข้าร่วมชุมนุมได้
2. ชุมนุมแบบส่วนตัว คือต้องขออนุญาต จึงจะเข้าไปได้
2. วัตถุประสงค์ในการชุมนุมต้องชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นการรวมตัวกันเพื่อไปกระทำผิดกฎหมายก็ไม่สามารถทำได้ อย่าง กรณี 14 ตุลาคม รวมตัวเพื่อเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญ ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ทำได้
แต่ในกรณีของการชุมนุมเพื่อเรียกร้องหรือเพื่อบังคับให้นายกรัฐมนตรีลาออก ถือว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการขัดต่อเสรีภาพคนอื่น ไม่ได้เป็นไปตามกลไกปกติตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นการชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นเท่านั้น สามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายแต่ประการใด
3. ระหว่างที่มีการชุมนุมกัน จะต้องไม่มีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย เช่น การทำการยึดถนน ยึดทำเนียบ หรือ การไปยึดสถานที่ในการจัดการประชุมระดับนานาชาติ เป็นต้น
สำหรับการที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ไปกำหนดว่า การชุมนุมนั้นต้องเป็นไปโดย โดยสงบ และ ปราศจากอาวุธนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมองค์ประกอบหลักของหลักการชุมนุมทั้ง 3 ประการ
ดังกล่าวข้างต้น ในกรณีเช่นนี้ หากการชุมนุมไม่ชอบด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 ประการมาตั้งแต่ต้น ก็สามารถพูดได้เลยว่า การชุมนุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่แรก โดยไม่สามารถอ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตรา 63 แห่งรัฐธรรมนูญได้เลย
โดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่า เสรีภาพในการชุมนุมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และภาครัฐควรที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้องเพื่อที่ประชาชนจะสามารถใช้เสรีภาพดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง โดยไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น เพราะ การใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเราเอง เราจำเป็นที่จะต้องเคารพในสิทธิของบุคคลอื่นด้วย ผู้เขียนมั่นใจว่าการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบในประเทศไทยหากได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ในโอกาสต่อไปจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับในไม่ช้า
นางสาววราพรรณ สรรเพ็ชญ์ เลขที่ 25 ห้อง ส50

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น