ในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ และการที่จะจำกัดเสรีภาพดังกล่าว โดยหลัก จะกระทำมิได้ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี รัฐอาจออกกฎหมายมาจำกัดเสรีภาพดังกล่าวได้ หากเข้าองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ทำโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
คำว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย หมายถึง กฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น กล่าวคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด
2.เฉพาะการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
โดยทั่วไป สิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญแยกพิจารณาได้ 2 กรณี คือ
1.สิทธิเสรีภาพทีได้รับความคุ้มครองโดยเด็ดขาด เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา(มาตรา37)
ซึ่งเสรีภาพดังกล่าวไม่สามารถออกกฎหมายมาจำกัดได้
2.สิทธิเสรีภาพทีได้รับอนุญาตให้จำกัดได้ เช่น เสรีภาพในการชุมนุม แต่การจำกัดนั้นต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ กล่าวคือ เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือใน ระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
3. เท่าที่จำเป็น กล่าวคือ เป็นหลักความได้สัดส่วนหรือหลักพอสมควรแก่เหตุ ซึ่งหลักการดังกล่าว แยกพิจารณาได้ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
3.1 หลักความเหมาะสม กล่าวคือ มาตรการที่รัฐนำมาใช้ ต้องเป็นมาตรการที่ทำให้รัฐบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้
3.2 หลักความจำเป็น กล่าวคือ ในบรรดามาตรการหลายๆมาตรการที่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ รัฐต้องเอามาตรการที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนน้อยที่สุด
3.3. หลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ กล่าวคือ มาตรการที่รัฐนำมาใช้ หากประโยชน์สาธารณะที่รัฐได้มา ไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ของเอกชนที่เสียไป รัฐต้องไม่นำมาตรการเช่นว่านั้นมาใช้
4. กระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพไม่ได้
ประเด็นในที่นี้ ที่ต้องพิจารณา คือ ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ
มาตรา 5 ห้ามมิให้ดำเนินการชุมนุมในที่สาธารณะ ที่มีลักษณะเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ได้แก่ มีการใช้ช่องทางการเดินรถหรือพื้นผิวการจราจร มีการตั้งเวทีปราศรัยในลักษณะกีดขวางการจราจรหรือทางสัญจรของประชาชน มีการใช้เครื่องขยายเสียง เครื่องฉายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือเครื่องมือใดๆ เพื่อถ่ายทอดการชุมนุม มีการใช้ยานพาหนะ มีการเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม
มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ผู้ใดฝ่าฝืนจัดให้มีการชุมนุมในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ แม้การชุมนุมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในความเห็นของผู้เขียนเองแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่กระทบต่อสาระสำคัญของเสรีภาพในการชุมนุม เพราะ เป็นกฎหมายที่ออกไปกระทบต่อแก่นหรือหัวใจของสิทธิชุมนุมโดยแท้ ทั้งนี้ เพราะกฎหมายที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ได้ จะต้องเป็นการกระทบเพียงแค่เนื้อของสิทธิ กล่าวคือ วิธีการในการใช้สิทธิ เงื่อนไขการใช้สิทธิ รายละเอียดในการใช้สิทธิเท่านั้น ไม่สามารถออกกฎหมายมากระทบถึงแก่นหรือหัวใจของสิทธิได้แต่ประการใด
5. ต้องมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป กล่าวคือ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องไม่ตรากฎหมายไปจำกัดสิทธิบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
6. ต้องระบุ บทบัญญัติที่ให้อำนาจดำเนินการด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผล 2 ประการ คือ
- เป็นการเตือนฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทบทวนถึงผลดีผลเสียให้รอบคอบเสียก่อนที่จะตรากฎหมาย
- ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า กฎหมายที่ออกมาจำกัดสิทธิของตนนั้น อาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญมาตราใด
สำหรับเสรีภาพในการชุมนุม จะต่างจากเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย ในการประกอบกิจการ ซึ่งเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล เราสามารถใช้เสรีภาพนั้นได้ด้วยตนเอง แต่เสรีภาพในการชุมนุมเราต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น (อย่างน้อยตั้งแต่3 คนขึ้นไป) เสรีภาพในการชุมนุมมี 2 ลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. การรวมตัวแบบถาวรเช่น สมาคม หุ้นส่วนบริษัท สหภาพแรงงาน พรรคการเมือง
2. การรวมตัวแบบเฉพาะกิจ หากอยู่กับที่เรียกว่าชุมนุม หากเคลื่อนไหวเรียกว่า เดินขบวน
หากเคลื่อนไหวที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในทางการเมือง เรียกว่า แห่
ประเด็นคือ เสรีภาพในการชุมนุมนั้น สำหรับกรณีของการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นั้น ผู้เขียนเห็นว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น จะมาอ้างมาตรา 63 ไม่ได้เลย เพราะเสรีภาพในการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมายต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่
1. การชุมนุมต้องมีวัตถุประสงค์ โดยนัยยะกลับกัน คือ ถ้าวัตถุประสงค์หมดไปแล้ว การชุมนุมต้องสลาย สำหรับการชุมนุมนั้นมี 2 แบบ คือ
1. ชุมนุมสาธารณะ คือใครจะเข้าร่วมก็ได้ ไม่ต้องขออนุญาต ใครๆก็เข้าร่วมชุมนุมได้
2. ชุมนุมแบบส่วนตัว คือต้องขออนุญาต จึงจะเข้าไปได้
2. วัตถุประสงค์ในการชุมนุมต้องชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นการรวมตัวกันเพื่อไปกระทำผิดกฎหมายก็ไม่สามารถทำได้ อย่าง กรณี 14 ตุลาคม รวมตัวเพื่อเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญ ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ทำได้
แต่ในกรณีของการชุมนุมเพื่อเรียกร้องหรือเพื่อบังคับให้นายกรัฐมนตรีลาออก ถือว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการขัดต่อเสรีภาพคนอื่น ไม่ได้เป็นไปตามกลไกปกติตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นการชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นเท่านั้น สามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายแต่ประการใด
3. ระหว่างที่มีการชุมนุมกัน จะต้องไม่มีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย เช่น การทำการยึดถนน ยึดทำเนียบ หรือ การไปยึดสถานที่ในการจัดการประชุมระดับนานาชาติ เป็นต้น
สำหรับการที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ไปกำหนดว่า การชุมนุมนั้นต้องเป็นไปโดย โดยสงบ และ ปราศจากอาวุธนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมองค์ประกอบหลักของหลักการชุมนุมทั้ง 3 ประการ
ดังกล่าวข้างต้น ในกรณีเช่นนี้ หากการชุมนุมไม่ชอบด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 ประการมาตั้งแต่ต้น ก็สามารถพูดได้เลยว่า การชุมนุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่แรก โดยไม่สามารถอ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตรา 63 แห่งรัฐธรรมนูญได้เลย
โดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่า เสรีภาพในการชุมนุมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และภาครัฐควรที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้องเพื่อที่ประชาชนจะสามารถใช้เสรีภาพดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง โดยไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น เพราะ การใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเราเอง เราจำเป็นที่จะต้องเคารพในสิทธิของบุคคลอื่นด้วย ผู้เขียนมั่นใจว่าการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบในประเทศไทยหากได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ในโอกาสต่อไปจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับในไม่ช้า
นางสาววราพรรณ สรรเพ็ชญ์ เลขที่ 25 ห้อง ส50
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
การที่รัฐบายมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี
การที่รัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี
ส่วนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
มาตรา 49
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
บทบัญญัติที่ต้องการให้คนไทยได้รับการศึกษา เปรียบเสมือนการเชิญชวนหรือเป็นการกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา แต่ในปัจจุบันนี้รัฐบาลได้มีการกำหนดนโยบายใหม่ คือเนการเรียนฟรี 15 ปี โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองลดรายจ่ายลง อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาศทางการศึกษาให้แก่บุคคลผู้ที่ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพลพลภาพหรือผู้ที่อยู่ในสภาวะยากลำบากได้มีโอกาศทางการศึกษาทำให้พวกเขาสามารถที่จะนำความรู้ไปเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคตโดยที่ไม่ต้องเป็นภาระของคนอื่นหรือของสังคม
มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ
การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
เป็นการบัญญัติที่แสดงว่าบุคคลย่อมที่จะได้รับความคุ้มครองในเรื่องของการศึกษา การเรียนการสอน การวิจัย รวมถึงการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ แต่การกระทำดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย อีกทั้งไม่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากงานวิชาการมากจนเกินไปหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น
รัตติยา บุญธรรม ส50 เลขที่ 23
ส่วนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
มาตรา 49
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
บทบัญญัติที่ต้องการให้คนไทยได้รับการศึกษา เปรียบเสมือนการเชิญชวนหรือเป็นการกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา แต่ในปัจจุบันนี้รัฐบาลได้มีการกำหนดนโยบายใหม่ คือเนการเรียนฟรี 15 ปี โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองลดรายจ่ายลง อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาศทางการศึกษาให้แก่บุคคลผู้ที่ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพลพลภาพหรือผู้ที่อยู่ในสภาวะยากลำบากได้มีโอกาศทางการศึกษาทำให้พวกเขาสามารถที่จะนำความรู้ไปเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคตโดยที่ไม่ต้องเป็นภาระของคนอื่นหรือของสังคม
มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ
การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
เป็นการบัญญัติที่แสดงว่าบุคคลย่อมที่จะได้รับความคุ้มครองในเรื่องของการศึกษา การเรียนการสอน การวิจัย รวมถึงการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ แต่การกระทำดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย อีกทั้งไม่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากงานวิชาการมากจนเกินไปหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น
รัตติยา บุญธรรม ส50 เลขที่ 23
การที่รัฐบาลให้เบี้ยยังชีพสงเคราะห์คนชรา
วิเคราะห์ประเด็นข้อสังเกตมาตรา 54และ55
เป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพโดยมีการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก คนชรา และคนพิการ โดยมาตราที่53 ยังมีข้อสังเกตอยู่ตรงที่บุคคลซึ่งมีอายุ60ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพมีสิทธิได้รับสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรีและความช่วยเหลือจากรัฐที่เหมาะสม แต่ในปัจจุบันนี้เบี้ยยังชราสงเคราะห์แก่คนชราไม่เพีงพอต่อรายจ่ายต่อเดือน เนื่องจากการที่รัฐบาลออกเบี้ยยังชีพให้แก่คนชราเพียงแค่เดือนละ500บาท เท่านั้นทำให้ไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและเป็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของสังคมไทยที่ยังๆไม่ได้รับการแก้ไข
นางสาวสุกัญญา ศรียงยศ
ส.50 เลขที่ 34
เป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพโดยมีการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก คนชรา และคนพิการ โดยมาตราที่53 ยังมีข้อสังเกตอยู่ตรงที่บุคคลซึ่งมีอายุ60ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพมีสิทธิได้รับสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรีและความช่วยเหลือจากรัฐที่เหมาะสม แต่ในปัจจุบันนี้เบี้ยยังชราสงเคราะห์แก่คนชราไม่เพีงพอต่อรายจ่ายต่อเดือน เนื่องจากการที่รัฐบาลออกเบี้ยยังชีพให้แก่คนชราเพียงแค่เดือนละ500บาท เท่านั้นทำให้ไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและเป็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของสังคมไทยที่ยังๆไม่ได้รับการแก้ไข
นางสาวสุกัญญา ศรียงยศ
ส.50 เลขที่ 34
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
การบ้าน
ข่าวกฎหมาย“สตรี 4 ภาค” ขอสิทธิ 4 ข้อ ชูธงหนุนรัฐออก กม.ทำแท้งเสรี
พฤหัสบดี ที่ 5 เดือน มีนาคม พ.ศ.2552
“สมัชชาสตรี 4 ภาค” เสนอ 4 ประเด็น สตรีกับเศรษฐกิจ-สุขภาพ-การเมือง-สิทธิความเท่าเทียม มอบรัฐบาลจัดทำนโยบายเร่งผลักดัน กฎหมายแรงงานต่างด้าว เงินทุนประกอบอาชีพ ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่องค์กรช่วยเหลือสตรี ออกกฎหมายทำแท้งอย่างเสรี บรรจุหลักสูตรเพศศึกษาทุกระดับการเรียน เพิ่มงบพัฒนาความรู้การเมือง กำหนดสัดส่วนผู้หญิงในการเมืองทุกระดับ จัดตั้งโรงเรียนผู้นำหญิง ช่วยเหลือเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ดูแลหญิงหม้าย เด็กจากผลกระทบความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนใต้ “จรัญ” ค้านกฎหมายทำแท้งเสรีไม่เป็นประโยชน์ เป็นอุปสรรคบั่นทอนสตรีวันนี้ (4 มี.ค.) ที่ห้องรอยัลจูบิลี บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จัดการประชุมสมัชชาสตรีแห่งชาติ ประจำปี 2552 ภายใต้หัวข้อ “สองทศวรรษการพัฒนาสตรีสู่ความเป็นเสมอภาคหญิงชายในประเทศไทย” โดยการรับฟังข้อเสนอจากกลุ่มตัวแทนสมัชชาสตรี 4 ภาค พร้อมทั้งมีผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ทำการวิเคราะห์ เพื่อสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายแก่รัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เป็นประธานเปิดการประชุมฯ พร้อมทั้งกล่าวว่า สถานภาพของสตรีในปัจจุบันนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น สังคมมีการเปิดโอกาสให้แก่สตรีมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายหลายอย่าง เช่น หญิงที่สมรสแล้วก็สามารถเลือกใช้นามสกุลตัวเองได้ หรือเลือกที่จะใช้คำนำหน้าเป็นนางสาวเหมือนเดิมได้ เป็นต้น และทางรัฐบาลเองก็จะให้ความดูแลสตรีให้มากกว่าเดิม โดยรวมไปถึงสตรีผู้พิการ หรือคนที่ไม่มีงานทำ ถูกกดขี่ ถูกเอาเปรียบทางเพศ เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ได้รับโอกาสมากขึ้น จะได้ไม่ถูกล่อลวงเพื่อนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ จึงได้สั่งการให้สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เข้ามาดูแล เพื่อนำข้อเสนอที่ได้จากการประชุมสมัชชาในวันนี้ที่เป็นประโยชน์ไปดำเนินการ นายอิสสระกล่าวต่อว่า ในส่วนความเสมอภาคของผู้หญิงในทางการเมืองนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาในส่วนของหน่วยงานราชการ ระดับกระทรวง หรือระดับภูมิภาคก็มีนักบริหารเป็นสุภาพสตรี ปัจจุบันนี้สังคมเปิดกว้างไม่มีอะไรมาปิดกั้นอีกต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอที่กลุ่มตัวแทนจากสมัชชาสตรี 4 ภาค ได้นำเสนอนั้นแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นได้แก่ 1.สตรีกับเศรษฐกิจ เช่น การบังคับใช้กฎหมายแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง เพิ่มเงินทดแทน สงเคราะห์ ค่าตอบแทน สวัสดิการ เช่นการลาคลอด จัดตั้งกองทุนพัฒนาสตรีในทุกระดับ สนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพสตรีว่างงาน ผู้ต้องขังหญิง ช่วยเหลือกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่องค์กรที่ช่วยเหลือสตรี กำหนดให้มีโครงการอาสาลาออกในสถานประกอบการและมีเงินทุนสำหรับการประกอบธุรกิจเองได้ เป็นต้น 2.สตรีกับสุขภาพ เช่น การกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงสุขภาพผู้หญิง การออกกฎหมายการยุติการตั้งครรภ์อย่างเสรี มีนโยบายให้สิทธิในการตรวจสุขภาพของประชาชนตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป การบรรจุเรื่องเพศศึกษาลงในหลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับ ผลักดันให้มีพระราชบัญญัติสุขภาพของผู้หญิง หรือนโยบายด้านสวัสดิการสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ระยะสุดท้ายอย่างชัดเจน เป็นต้น 3.สตรีกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น สนับสนุนงบประมาณการพัฒนาความรู้ทางการเมืองสตรี กำหนดสัดส่วนของผู้หญิงในการเมืองทุกระดับให้ใกล้เคียงกัน จัดตั้งโรงเรียนการเมือง/ผู้นำสำหรับสตรี ให้สตรีมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีหลักสูตรสตรีศึกษา ตลอดจนการสร้างความเข้าใจแก่ผู้ชาย เพื่อสนับสนุนสตรีให้มีบทบาททางการเมือง เป็นต้น 4.สิทธิมนุษยชนของสตรี เช่น การปรับสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย การจัดพื้นที่ทำกินให้กลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน สนับสนุนงบองค์กรสตรี บรรจุเรื่องสิทธิความเสมอภาคหญิงชายไว้ในหลักสูตรการเรียนทุกระดับ มีนโยบายให้การช่วยเหลือเยาวชนที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม สนับสนุนช่วยเหลือหญิงหม้ายและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โลกปัจจุบันจำนวนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เช่นเดียวกับประเทศไทยผู้หญิงก็มีมากกว่าชายถึงล้านเศษ ทำอย่างไรจะให้ผู้หญิงมีวิถีชีวิตที่ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตไม่ด้อยไปกว่าอารยประเทศ แง่กฎหมายเรามีกฎหมายดีหลาบฉบับทั้งกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว แต่ไม่สามารถปฏิบัติให้มีผลบังคับใช้ได้จริงจัง อีกทั้งปณิธานการเมืองเรื่องสิทธิสตรีของผู้นำสตรียังไม่เพียงพอ พรรคการเมืองทุกพรรคไม่มีนโยบายสตรีที่สำคัญ พูดไว้เหมือนแค่ดอกไม้ประดับ เพราะนโยบายพรรคมุ่งแต่เศรษฐกิจการเมือง ทำให้สิทธิสตรีอ่อนแอ หากผู้หญิงเข้มแข็งจะสามารถบีบพรรคการเมืองให้เน้นสร้างชีวิตที่ดีของผู้หญิงกลายเป็นนโยบายระดับชาติได้
วิเคราะห์
ในความคิดเห็นของดิฉันคิดว่าในการออกกฏหมายที่ขอให้มีการทำแท้งอย่างเสรีนั้นถือว่าเป็นการไม่สมควรที่จะให้มีออกกฎหมายเพราะถ้ามีการออกกฎหมายทำแท้งอย่างเสรี ผู้หญิงที่รักสนุกหรือไม่รักสนุกก็ตามก็ไม่มีการควบคุมดูแลตนเองหรือใส่ใจดูแลตนเองให้ปลอดภัย เพราะปัจจุบันนี้ผู้หญิงก็ชอบใส่อะไรที่มันสั้นๆและผู้ชายก็เป็นพวกโรคจิตกันมากขึ้นโดยการทำแท้งเถื่อนส่วนมากก็มีปัญหามาจากพวกผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบหรือปัดความรับผิดชอบให้แก่ผู้หญิง และข่าวที่ออกมาส่วนมากก็ด่าว่าแต่ผู้หญิงว่าไม่ดีแต่ไม่เคยมีใครมองย้อนกลับไปดูผู้ชายเลยว่าถ้ามีการป้องกันเรื่องการทำแท้งก็คงจะไม่มีในสังคมไทย
แต่ถ้าออกกฎหมายจำกัดเฉพาะการทำแท้งก็ควรจะออกกฎหมายให้แก่ผู้พิการ หรือผู้ที่โดนข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้นเพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่รู้เรื่องและไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูลูกที่เกิดมา ทำให้กลายเกิดเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย
พฤหัสบดี ที่ 5 เดือน มีนาคม พ.ศ.2552
“สมัชชาสตรี 4 ภาค” เสนอ 4 ประเด็น สตรีกับเศรษฐกิจ-สุขภาพ-การเมือง-สิทธิความเท่าเทียม มอบรัฐบาลจัดทำนโยบายเร่งผลักดัน กฎหมายแรงงานต่างด้าว เงินทุนประกอบอาชีพ ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่องค์กรช่วยเหลือสตรี ออกกฎหมายทำแท้งอย่างเสรี บรรจุหลักสูตรเพศศึกษาทุกระดับการเรียน เพิ่มงบพัฒนาความรู้การเมือง กำหนดสัดส่วนผู้หญิงในการเมืองทุกระดับ จัดตั้งโรงเรียนผู้นำหญิง ช่วยเหลือเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ดูแลหญิงหม้าย เด็กจากผลกระทบความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนใต้ “จรัญ” ค้านกฎหมายทำแท้งเสรีไม่เป็นประโยชน์ เป็นอุปสรรคบั่นทอนสตรีวันนี้ (4 มี.ค.) ที่ห้องรอยัลจูบิลี บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จัดการประชุมสมัชชาสตรีแห่งชาติ ประจำปี 2552 ภายใต้หัวข้อ “สองทศวรรษการพัฒนาสตรีสู่ความเป็นเสมอภาคหญิงชายในประเทศไทย” โดยการรับฟังข้อเสนอจากกลุ่มตัวแทนสมัชชาสตรี 4 ภาค พร้อมทั้งมีผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ทำการวิเคราะห์ เพื่อสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายแก่รัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เป็นประธานเปิดการประชุมฯ พร้อมทั้งกล่าวว่า สถานภาพของสตรีในปัจจุบันนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น สังคมมีการเปิดโอกาสให้แก่สตรีมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายหลายอย่าง เช่น หญิงที่สมรสแล้วก็สามารถเลือกใช้นามสกุลตัวเองได้ หรือเลือกที่จะใช้คำนำหน้าเป็นนางสาวเหมือนเดิมได้ เป็นต้น และทางรัฐบาลเองก็จะให้ความดูแลสตรีให้มากกว่าเดิม โดยรวมไปถึงสตรีผู้พิการ หรือคนที่ไม่มีงานทำ ถูกกดขี่ ถูกเอาเปรียบทางเพศ เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ได้รับโอกาสมากขึ้น จะได้ไม่ถูกล่อลวงเพื่อนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ จึงได้สั่งการให้สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เข้ามาดูแล เพื่อนำข้อเสนอที่ได้จากการประชุมสมัชชาในวันนี้ที่เป็นประโยชน์ไปดำเนินการ นายอิสสระกล่าวต่อว่า ในส่วนความเสมอภาคของผู้หญิงในทางการเมืองนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาในส่วนของหน่วยงานราชการ ระดับกระทรวง หรือระดับภูมิภาคก็มีนักบริหารเป็นสุภาพสตรี ปัจจุบันนี้สังคมเปิดกว้างไม่มีอะไรมาปิดกั้นอีกต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอที่กลุ่มตัวแทนจากสมัชชาสตรี 4 ภาค ได้นำเสนอนั้นแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นได้แก่ 1.สตรีกับเศรษฐกิจ เช่น การบังคับใช้กฎหมายแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง เพิ่มเงินทดแทน สงเคราะห์ ค่าตอบแทน สวัสดิการ เช่นการลาคลอด จัดตั้งกองทุนพัฒนาสตรีในทุกระดับ สนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพสตรีว่างงาน ผู้ต้องขังหญิง ช่วยเหลือกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่องค์กรที่ช่วยเหลือสตรี กำหนดให้มีโครงการอาสาลาออกในสถานประกอบการและมีเงินทุนสำหรับการประกอบธุรกิจเองได้ เป็นต้น 2.สตรีกับสุขภาพ เช่น การกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงสุขภาพผู้หญิง การออกกฎหมายการยุติการตั้งครรภ์อย่างเสรี มีนโยบายให้สิทธิในการตรวจสุขภาพของประชาชนตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป การบรรจุเรื่องเพศศึกษาลงในหลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับ ผลักดันให้มีพระราชบัญญัติสุขภาพของผู้หญิง หรือนโยบายด้านสวัสดิการสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ระยะสุดท้ายอย่างชัดเจน เป็นต้น 3.สตรีกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น สนับสนุนงบประมาณการพัฒนาความรู้ทางการเมืองสตรี กำหนดสัดส่วนของผู้หญิงในการเมืองทุกระดับให้ใกล้เคียงกัน จัดตั้งโรงเรียนการเมือง/ผู้นำสำหรับสตรี ให้สตรีมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีหลักสูตรสตรีศึกษา ตลอดจนการสร้างความเข้าใจแก่ผู้ชาย เพื่อสนับสนุนสตรีให้มีบทบาททางการเมือง เป็นต้น 4.สิทธิมนุษยชนของสตรี เช่น การปรับสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย การจัดพื้นที่ทำกินให้กลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน สนับสนุนงบองค์กรสตรี บรรจุเรื่องสิทธิความเสมอภาคหญิงชายไว้ในหลักสูตรการเรียนทุกระดับ มีนโยบายให้การช่วยเหลือเยาวชนที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม สนับสนุนช่วยเหลือหญิงหม้ายและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โลกปัจจุบันจำนวนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เช่นเดียวกับประเทศไทยผู้หญิงก็มีมากกว่าชายถึงล้านเศษ ทำอย่างไรจะให้ผู้หญิงมีวิถีชีวิตที่ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตไม่ด้อยไปกว่าอารยประเทศ แง่กฎหมายเรามีกฎหมายดีหลาบฉบับทั้งกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว แต่ไม่สามารถปฏิบัติให้มีผลบังคับใช้ได้จริงจัง อีกทั้งปณิธานการเมืองเรื่องสิทธิสตรีของผู้นำสตรียังไม่เพียงพอ พรรคการเมืองทุกพรรคไม่มีนโยบายสตรีที่สำคัญ พูดไว้เหมือนแค่ดอกไม้ประดับ เพราะนโยบายพรรคมุ่งแต่เศรษฐกิจการเมือง ทำให้สิทธิสตรีอ่อนแอ หากผู้หญิงเข้มแข็งจะสามารถบีบพรรคการเมืองให้เน้นสร้างชีวิตที่ดีของผู้หญิงกลายเป็นนโยบายระดับชาติได้
วิเคราะห์
ในความคิดเห็นของดิฉันคิดว่าในการออกกฏหมายที่ขอให้มีการทำแท้งอย่างเสรีนั้นถือว่าเป็นการไม่สมควรที่จะให้มีออกกฎหมายเพราะถ้ามีการออกกฎหมายทำแท้งอย่างเสรี ผู้หญิงที่รักสนุกหรือไม่รักสนุกก็ตามก็ไม่มีการควบคุมดูแลตนเองหรือใส่ใจดูแลตนเองให้ปลอดภัย เพราะปัจจุบันนี้ผู้หญิงก็ชอบใส่อะไรที่มันสั้นๆและผู้ชายก็เป็นพวกโรคจิตกันมากขึ้นโดยการทำแท้งเถื่อนส่วนมากก็มีปัญหามาจากพวกผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบหรือปัดความรับผิดชอบให้แก่ผู้หญิง และข่าวที่ออกมาส่วนมากก็ด่าว่าแต่ผู้หญิงว่าไม่ดีแต่ไม่เคยมีใครมองย้อนกลับไปดูผู้ชายเลยว่าถ้ามีการป้องกันเรื่องการทำแท้งก็คงจะไม่มีในสังคมไทย
แต่ถ้าออกกฎหมายจำกัดเฉพาะการทำแท้งก็ควรจะออกกฎหมายให้แก่ผู้พิการ หรือผู้ที่โดนข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้นเพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่รู้เรื่องและไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูลูกที่เกิดมา ทำให้กลายเกิดเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย
นางสาวสุกัญญา ศรียงยศ
เลขที่34ส.50
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ศาล รธน. รับเรื่อง 16 ส.ส.ถือหุ้นรัฐให้แจงใน 15 วัน
มติที่ประชุมตุลาการศาลรธน.ให้รับเรื่อง16ส.ส.ถือหุ้นสัมปทานรัฐ ให้ชี้แจงใน 15วัน ระบุไต่สวน16ส.ว.-13ส.ส.คราวก่อน ไม่อาจกำหนดจะเสร็จเมื่อใด
วันนี้(23 ธ.ค.) นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าที่ประชุมมีคำสั่งให้รับคำร้องที่ประธานสภาผู้เทนราษฎรส่งความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของส.ส.จำนวน 16 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 ( 6 )
เนื่องจากกระทำการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 265 (2) (4) โดยการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ และบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อหรือไม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้ร้อง และกกต.ในฐานะผู้เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งจัดส่งสำเนาคำร้องให้กับ 16 ส.ส.เพื่อให้ยื่นคำชี้แจงกลับมาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนา
อย่างไรก็ตามในวันเดียวกันนี้ คณะตุลาการฯยังได้ประชุมพิจารณาในคดีที่ประธานวุฒิสภาขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ 16 ส.ว. ว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119 (5) และประธานสภาฯ ขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ 13 ส.ส.ว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6) เนื่องจากถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 7 และครั้งที่ 4 ตามลำดับ
ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานเพราะเอกสารสำนวนคดี และจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 2 คดีมีเป็นจำนวนมากศาลต้องใช้เวลา จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่ากระบวนวิธีพิจารณาคดีนี้จะเป็นอย่างไรและคดีจะเสร็จเมื่อใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะตุลาการฯ
แสดงความคิดเห็น:
ก็ต้องยอมรับกันไป ตามความเป็นจริง เขาก็บอกอยู่แล้วว่าการถือครองหุ้นในบริษัทนั้นห้ามต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 และครั้งที่ 4 ตามลำดับ กฏมันมีอยูแล้วก็ต้องทำตามกันไป
นางสาวรัตติยา บุญธรรม ส50 เลขที่ 23
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

