วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การบ้าน

ข่าวกฎหมาย“สตรี 4 ภาค” ขอสิทธิ 4 ข้อ ชูธงหนุนรัฐออก กม.ทำแท้งเสรี
พฤหัสบดี ที่ 5 เดือน มีนาคม พ.ศ.2552
“สมัชชาสตรี 4 ภาค” เสนอ 4 ประเด็น สตรีกับเศรษฐกิจ-สุขภาพ-การเมือง-สิทธิความเท่าเทียม มอบรัฐบาลจัดทำนโยบายเร่งผลักดัน กฎหมายแรงงานต่างด้าว เงินทุนประกอบอาชีพ ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่องค์กรช่วยเหลือสตรี ออกกฎหมายทำแท้งอย่างเสรี บรรจุหลักสูตรเพศศึกษาทุกระดับการเรียน เพิ่มงบพัฒนาความรู้การเมือง กำหนดสัดส่วนผู้หญิงในการเมืองทุกระดับ จัดตั้งโรงเรียนผู้นำหญิง ช่วยเหลือเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ดูแลหญิงหม้าย เด็กจากผลกระทบความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนใต้ “จรัญ” ค้านกฎหมายทำแท้งเสรีไม่เป็นประโยชน์ เป็นอุปสรรคบั่นทอนสตรีวันนี้ (4 มี.ค.) ที่ห้องรอยัลจูบิลี บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จัดการประชุมสมัชชาสตรีแห่งชาติ ประจำปี 2552 ภายใต้หัวข้อ “สองทศวรรษการพัฒนาสตรีสู่ความเป็นเสมอภาคหญิงชายในประเทศไทย” โดยการรับฟังข้อเสนอจากกลุ่มตัวแทนสมัชชาสตรี 4 ภาค พร้อมทั้งมีผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ทำการวิเคราะห์ เพื่อสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายแก่รัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เป็นประธานเปิดการประชุมฯ พร้อมทั้งกล่าวว่า สถานภาพของสตรีในปัจจุบันนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น สังคมมีการเปิดโอกาสให้แก่สตรีมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายหลายอย่าง เช่น หญิงที่สมรสแล้วก็สามารถเลือกใช้นามสกุลตัวเองได้ หรือเลือกที่จะใช้คำนำหน้าเป็นนางสาวเหมือนเดิมได้ เป็นต้น และทางรัฐบาลเองก็จะให้ความดูแลสตรีให้มากกว่าเดิม โดยรวมไปถึงสตรีผู้พิการ หรือคนที่ไม่มีงานทำ ถูกกดขี่ ถูกเอาเปรียบทางเพศ เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ได้รับโอกาสมากขึ้น จะได้ไม่ถูกล่อลวงเพื่อนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ จึงได้สั่งการให้สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เข้ามาดูแล เพื่อนำข้อเสนอที่ได้จากการประชุมสมัชชาในวันนี้ที่เป็นประโยชน์ไปดำเนินการ นายอิสสระกล่าวต่อว่า ในส่วนความเสมอภาคของผู้หญิงในทางการเมืองนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาในส่วนของหน่วยงานราชการ ระดับกระทรวง หรือระดับภูมิภาคก็มีนักบริหารเป็นสุภาพสตรี ปัจจุบันนี้สังคมเปิดกว้างไม่มีอะไรมาปิดกั้นอีกต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอที่กลุ่มตัวแทนจากสมัชชาสตรี 4 ภาค ได้นำเสนอนั้นแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นได้แก่ 1.สตรีกับเศรษฐกิจ เช่น การบังคับใช้กฎหมายแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง เพิ่มเงินทดแทน สงเคราะห์ ค่าตอบแทน สวัสดิการ เช่นการลาคลอด จัดตั้งกองทุนพัฒนาสตรีในทุกระดับ สนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพสตรีว่างงาน ผู้ต้องขังหญิง ช่วยเหลือกลุ่มสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่องค์กรที่ช่วยเหลือสตรี กำหนดให้มีโครงการอาสาลาออกในสถานประกอบการและมีเงินทุนสำหรับการประกอบธุรกิจเองได้ เป็นต้น 2.สตรีกับสุขภาพ เช่น การกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงสุขภาพผู้หญิง การออกกฎหมายการยุติการตั้งครรภ์อย่างเสรี มีนโยบายให้สิทธิในการตรวจสุขภาพของประชาชนตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป การบรรจุเรื่องเพศศึกษาลงในหลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับ ผลักดันให้มีพระราชบัญญัติสุขภาพของผู้หญิง หรือนโยบายด้านสวัสดิการสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ระยะสุดท้ายอย่างชัดเจน เป็นต้น 3.สตรีกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น สนับสนุนงบประมาณการพัฒนาความรู้ทางการเมืองสตรี กำหนดสัดส่วนของผู้หญิงในการเมืองทุกระดับให้ใกล้เคียงกัน จัดตั้งโรงเรียนการเมือง/ผู้นำสำหรับสตรี ให้สตรีมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีหลักสูตรสตรีศึกษา ตลอดจนการสร้างความเข้าใจแก่ผู้ชาย เพื่อสนับสนุนสตรีให้มีบทบาททางการเมือง เป็นต้น 4.สิทธิมนุษยชนของสตรี เช่น การปรับสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย การจัดพื้นที่ทำกินให้กลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน สนับสนุนงบองค์กรสตรี บรรจุเรื่องสิทธิความเสมอภาคหญิงชายไว้ในหลักสูตรการเรียนทุกระดับ มีนโยบายให้การช่วยเหลือเยาวชนที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม สนับสนุนช่วยเหลือหญิงหม้ายและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โลกปัจจุบันจำนวนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เช่นเดียวกับประเทศไทยผู้หญิงก็มีมากกว่าชายถึงล้านเศษ ทำอย่างไรจะให้ผู้หญิงมีวิถีชีวิตที่ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตไม่ด้อยไปกว่าอารยประเทศ แง่กฎหมายเรามีกฎหมายดีหลาบฉบับทั้งกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว แต่ไม่สามารถปฏิบัติให้มีผลบังคับใช้ได้จริงจัง อีกทั้งปณิธานการเมืองเรื่องสิทธิสตรีของผู้นำสตรียังไม่เพียงพอ พรรคการเมืองทุกพรรคไม่มีนโยบายสตรีที่สำคัญ พูดไว้เหมือนแค่ดอกไม้ประดับ เพราะนโยบายพรรคมุ่งแต่เศรษฐกิจการเมือง ทำให้สิทธิสตรีอ่อนแอ หากผู้หญิงเข้มแข็งจะสามารถบีบพรรคการเมืองให้เน้นสร้างชีวิตที่ดีของผู้หญิงกลายเป็นนโยบายระดับชาติได้

วิเคราะห์
ในความคิดเห็นของดิฉันคิดว่าในการออกกฏหมายที่ขอให้มีการทำแท้งอย่างเสรีนั้นถือว่าเป็นการไม่สมควรที่จะให้มีออกกฎหมายเพราะถ้ามีการออกกฎหมายทำแท้งอย่างเสรี ผู้หญิงที่รักสนุกหรือไม่รักสนุกก็ตามก็ไม่มีการควบคุมดูแลตนเองหรือใส่ใจดูแลตนเองให้ปลอดภัย เพราะปัจจุบันนี้ผู้หญิงก็ชอบใส่อะไรที่มันสั้นๆและผู้ชายก็เป็นพวกโรคจิตกันมากขึ้นโดยการทำแท้งเถื่อนส่วนมากก็มีปัญหามาจากพวกผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบหรือปัดความรับผิดชอบให้แก่ผู้หญิง และข่าวที่ออกมาส่วนมากก็ด่าว่าแต่ผู้หญิงว่าไม่ดีแต่ไม่เคยมีใครมองย้อนกลับไปดูผู้ชายเลยว่าถ้ามีการป้องกันเรื่องการทำแท้งก็คงจะไม่มีในสังคมไทย
แต่ถ้าออกกฎหมายจำกัดเฉพาะการทำแท้งก็ควรจะออกกฎหมายให้แก่ผู้พิการ หรือผู้ที่โดนข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้นเพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่รู้เรื่องและไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูลูกที่เกิดมา ทำให้กลายเกิดเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย

นางสาวสุกัญญา ศรียงยศ

เลขที่34ส.50








วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศาล รธน. รับเรื่อง 16 ส.ส.ถือหุ้นรัฐให้แจงใน 15 วัน


มติที่ประชุมตุลาการศาลรธน.ให้รับเรื่อง16ส.ส.ถือหุ้นสัมปทานรัฐ ให้ชี้แจงใน 15วัน ระบุไต่สวน16ส.ว.-13ส.ส.คราวก่อน ไม่อาจกำหนดจะเสร็จเมื่อใด
วันนี้(23 ธ.ค.) นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าที่ประชุมมีคำสั่งให้รับคำร้องที่ประธานสภาผู้เทนราษฎรส่งความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของส.ส.จำนวน 16 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 ( 6 )
เนื่องจากกระทำการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 265 (2) (4) โดยการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ และบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อหรือไม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้ร้อง และกกต.ในฐานะผู้เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งจัดส่งสำเนาคำร้องให้กับ 16 ส.ส.เพื่อให้ยื่นคำชี้แจงกลับมาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนา
อย่างไรก็ตามในวันเดียวกันนี้ คณะตุลาการฯยังได้ประชุมพิจารณาในคดีที่ประธานวุฒิสภาขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ 16 ส.ว. ว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119 (5) และประธานสภาฯ ขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ 13 ส.ส.ว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6) เนื่องจากถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 7 และครั้งที่ 4 ตามลำดับ
ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานเพราะเอกสารสำนวนคดี และจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 2 คดีมีเป็นจำนวนมากศาลต้องใช้เวลา จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่ากระบวนวิธีพิจารณาคดีนี้จะเป็นอย่างไรและคดีจะเสร็จเมื่อใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะตุลาการฯ

แสดงความคิดเห็น:

ก็ต้องยอมรับกันไป ตามความเป็นจริง เขาก็บอกอยู่แล้วว่าการถือครองหุ้นในบริษัทนั้นห้ามต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 และครั้งที่ 4 ตามลำดับ กฏมันมีอยูแล้วก็ต้องทำตามกันไป

นางสาวรัตติยา บุญธรรม ส50 เลขที่ 23


วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ยินดีต้อนรับ


สวัสดี ยินดีต้อนรับสู่ บล็อก กล้วยหอม